double top pattern คือ รูปแบบการวิเคราะห์ทางเทคนิคที่สะท้อนว่าราคาอาจกำลังเปลี่ยนจากแนวโน้มขาขึ้นไปเป็นแนวโน้มขาลง โครงสร้างหลักประกอบด้วยยอดราคาสองยอดที่อยู่ในระดับใกล้เคียงกัน และมีจุดต่ำระหว่างยอดทั้งสองเป็นเส้นยืนยันที่เรียกว่า Neckline
ภาพรวมของรูปแบบมักเกิดขึ้นตามลำดับดังนี้
- ราคาอยู่ในแนวโน้มขาขึ้นและทำจุดสูงสุดแรก
- ราคาเผชิญแรงขายจนย่อตัวลง
- ผู้ซื้อกลับเข้ามาดันราคาให้ขึ้นไปทดสอบบริเวณเดิม
- ราคาผ่านแนวต้านไม่ได้และเกิดจุดสูงสุดที่สอง
- ราคาปรับตัวลงและหลุด Neckline
- แนวโน้มมีโอกาสเปลี่ยนเป็นขาลงอย่างชัดเจนมากขึ้น
แก่นสำคัญไม่ได้อยู่ที่รูปร่างคล้ายตัว M เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การเปลี่ยนแปลงของอำนาจระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย ยอดแรกแสดงให้เห็นว่าผู้ขายเริ่มตอบโต้ ส่วนยอดที่สองสะท้อนว่าผู้ซื้อพยายามดันราคากลับขึ้นไป แต่ไม่สามารถสร้างจุดสูงสุดใหม่ได้ เมื่อราคาหลุด Neckline จึงเป็นสัญญาณว่าฝั่งผู้ขายเริ่มควบคุมตลาด
องค์ประกอบของ Double Top ที่ควรรู้
1. แนวโน้มก่อนเกิดรูปแบบต้องเป็นขาขึ้น
รูปแบบ Double Top มีความหมายเมื่อเกิดหลังจากราคาปรับตัวขึ้นมาก่อน หากพบยอดสองยอดในตลาดที่เคลื่อนไหวออกด้านข้าง รูปแบบนั้นอาจเป็นเพียงการแกว่งตัวในกรอบ ไม่ใช่สัญญาณกลับตัวที่มีคุณภาพ
เทรดเดอร์จึงควรตรวจสอบว่าก่อนเกิดรูปแบบ ราคามีการทำจุดสูงสุดและจุดต่ำสุดที่ยกตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องหรือไม่ หากไม่มีแนวโน้มเดิมที่ชัดเจน ความน่าเชื่อถือของสัญญาณจะลดลง
2. ยอดราคาสองยอดควรอยู่ใกล้กัน
ยอดทั้งสองไม่จำเป็นต้องมีราคาเท่ากันแบบจุดต่อจุด ความแตกต่างเล็กน้อยสามารถเกิดขึ้นได้ตามความผันผวนของตลาด บางครั้งยอดที่สองอาจสูงกว่ายอดแรกเล็กน้อยก่อนถูกขายลงอย่างรวดเร็ว ลักษณะนี้อาจกลายเป็นการหลอกให้ผู้ซื้อเปิดสถานะตามการ Breakout
สิ่งที่ต้องพิจารณาคือทั้งสองยอดอยู่ในบริเวณแนวต้านเดียวกันหรือไม่ และตลาดแสดงพฤติกรรมปฏิเสธราคาบริเวณดังกล่าวอย่างชัดเจนเพียงใด
3. จุดต่ำระหว่างสองยอดคือ Neckline
Neckline เป็นแนวรับที่เกิดจากจุดต่ำระหว่างยอดแรกกับยอดที่สอง หากราคายังไม่หลุดระดับนี้ รูปแบบยังไม่ถือว่ายืนยันอย่างสมบูรณ์
ดังนั้น การเข้าใจว่า double top pattern คือ รูปแบบที่ต้องรอการยืนยันจึงสำคัญมาก เทรดเดอร์ที่รีบเปิดสถานะขายตรงยอดที่สองอาจได้ราคาที่ดี แต่ต้องยอมรับความเสี่ยงสูงกว่าการรอให้ราคาหลุด Neckline
4. ระยะห่างระหว่างยอดต้องเหมาะสม
หากยอดทั้งสองอยู่ใกล้กันเกินไป รูปแบบอาจเป็นเพียงความผันผวนระยะสั้น หากอยู่ห่างกันมากเกินไป โครงสร้างตลาดอาจเปลี่ยนไปแล้วจนไม่ควรตีความเป็นรูปแบบเดียวกัน
ไม่มีระยะเวลาตายตัวที่ใช้ได้กับทุกตลาด แต่ควรมีช่วงพักตัวระหว่างยอดมากพอให้เห็นการต่อสู้ของแรงซื้อและแรงขายอย่างชัดเจน กรอบเวลาที่ใหญ่ขึ้น เช่น กราฟ 4 ชั่วโมง รายวัน หรือรายสัปดาห์ มักลดสัญญาณรบกวนได้ดีกว่ากรอบเวลาสั้นมาก
จิตวิทยาตลาดเบื้องหลัง Double Top

การอ่านกราฟให้มีประสิทธิภาพต้องเข้าใจว่าผู้เล่นในตลาดกำลังคิดอะไร ไม่ใช่เพียงจดจำรูปแบบ
เมื่อราคาขึ้นไปทำยอดแรก นักลงทุนที่ถือกำไรอยู่บางส่วนเริ่มขายทำกำไร ขณะเดียวกันผู้ขายที่มองว่าราคาแพงเกินไปเริ่มเปิดสถานะขาย ทำให้ราคาย่อตัวลง อย่างไรก็ตาม แนวโน้มเดิมยังเป็นขาขึ้น ผู้ซื้อจึงกลับเข้ามาและคาดหวังว่าราคาจะผ่านจุดสูงสุดเดิม
เมื่อราคาขึ้นมาถึงบริเวณยอดที่สอง ผู้ซื้อรายใหม่คาดหวังการทะลุแนวต้าน แต่ผู้ที่ติดอยู่จากยอดแรกอาจใช้โอกาสนี้ขายออกเพื่อคืนทุน แรงขายจึงเพิ่มขึ้น หากราคาไม่สามารถทำจุดสูงสุดใหม่และเริ่มปรับตัวลง ความมั่นใจของผู้ซื้อจะลดลง
เมื่อราคาหลุด Neckline ผู้ที่เปิดสถานะซื้อบริเวณยอดที่สองอาจตัดขาดทุน ขณะที่เทรดเดอร์ฝั่งขายเริ่มเข้าตลาดพร้อมกัน แรงกดดันทั้งสองด้านสามารถเร่งให้ราคาปรับตัวลงได้
วิธีดูสัญญาณยืนยันให้แม่นยำขึ้น
การพบยอดสองยอดยังไม่เพียงพอ เพราะรูปแบบสามารถล้มเหลวและเปลี่ยนกลับเป็นขาขึ้นต่อได้ การยืนยันจึงเป็นหัวใจสำคัญของการใช้งาน
รอให้ราคาปิดต่ำกว่า Neckline
แทนที่จะพิจารณาเพียงไส้เทียนที่แทงต่ำกว่าแนวรับ ควรรอให้แท่งเทียนปิดต่ำกว่า Neckline อย่างชัดเจน โดยเฉพาะในกรอบเวลาที่ใช้วิเคราะห์หลัก
สังเกตปริมาณการซื้อขาย
Volume หรือปริมาณการซื้อขายสามารถช่วยประเมินความแข็งแรงของการหลุดแนวรับได้ หากราคาหลุด Neckline พร้อม Volume ที่เพิ่มขึ้น แสดงว่ามีแรงขายเข้ามาสนับสนุนการเคลื่อนไหว
ในทางตรงกันข้าม หากราคาหลุดแนวรับด้วย Volume ต่ำ การเคลื่อนไหวอาจไม่มีแรงต่อเนื่อง และมีโอกาสกลับขึ้นไปเหนือ Neckline ได้
ใช้ Price Action ประกอบ
Price Action หมายถึงการวิเคราะห์พฤติกรรมราคาจากแท่งเทียนและโครงสร้างตลาด เทรดเดอร์สามารถมองหาสัญญาณเพิ่มเติม เช่น
- แท่งเทียนปฏิเสธราคาบริเวณยอดที่สอง
- Bearish Engulfing หรือแท่งเทียนขาลงกลืนแท่งก่อนหน้า
- การเกิด Lower High หรือจุดสูงสุดใหม่ที่ต่ำลง
- การหลุดแนวรับพร้อมแท่งเทียนขาลงขนาดใหญ่
- การกลับขึ้นมาทดสอบ Neckline แล้วไม่ผ่าน
เมื่อองค์ประกอบเหล่านี้เกิดร่วมกัน double top pattern คือ สัญญาณที่มีน้ำหนักมากกว่าการดูรูปร่างกราฟเพียงอย่างเดียว
สูตรคำนวณเป้าหมายราคาของ Double Top
วิธีประมาณเป้าหมายราคาที่นิยมใช้คือวัดระยะจากยอดของรูปแบบลงมาถึง Neckline แล้วนำระยะดังกล่าวไปหักออกจากจุดที่ราคาหลุด Neckline
สูตรคำนวณมีดังนี้
ความสูงของรูปแบบ = ราคาบริเวณยอด − ราคา Neckline
เป้าหมายราคา = ราคา Neckline − ความสูงของรูปแบบ
อย่างไรก็ตาม เป้าหมายนี้เป็นเพียงค่าประมาณ ไม่ใช่การรับประกันว่าราคาจะลงไปถึงระดับดังกล่าว เทรดเดอร์ควรตรวจสอบแนวรับสำคัญระหว่างทาง สภาพตลาด และอัตราส่วนผลตอบแทนต่อความเสี่ยงร่วมด้วย
ไอเดียการเทรด Double Top Pattern

กลยุทธ์ที่ 1 รอขายเมื่อราคาหลุด Neckline
เป็นวิธีมาตรฐานและเหมาะกับผู้ที่ต้องการรอสัญญาณยืนยัน โดยเปิดสถานะขายเมื่อราคาปิดต่ำกว่า Neckline
ข้อดีคือได้รับการยืนยันว่าฝั่งขายเริ่มควบคุมตลาด แต่ข้อเสียคือราคาอาจปรับลงแรงจนจุดเข้าอยู่ห่างจาก Stop Loss มาก ทำให้อัตราส่วนผลตอบแทนต่อความเสี่ยงไม่น่าสนใจ
กลยุทธ์ที่ 2 รอให้ราคากลับมาทดสอบ Neckline
หลังราคาหลุด Neckline บางครั้งจะเด้งกลับขึ้นมาทดสอบแนวรับเดิม ซึ่งอาจเปลี่ยนหน้าที่เป็นแนวต้าน การรอ Retest ช่วยให้ได้จุดเข้าใกล้แนวต้านและกำหนด Stop Loss ได้แคบลง
แผนการเทรดอาจเป็นดังนี้
- รอราคาหลุด Neckline
- รอราคาดีดกลับขึ้นมาบริเวณ Neckline
- มองหาแท่งเทียนปฏิเสธราคาหรือสัญญาณขาลง
- เปิดสถานะขายเมื่อราคาเริ่มกลับลง
- วาง Stop Loss เหนือบริเวณ Retest
ข้อจำกัดคือราคาอาจไม่ย้อนกลับมาทดสอบ ทำให้พลาดโอกาสเข้าเทรด การไล่ตามราคาหลังจากพลาดจุดเข้ามักเพิ่มความเสี่ยงโดยไม่จำเป็น
กลยุทธ์ที่ 3 เปิดสถานะบริเวณยอดที่สอง
กลยุทธ์นี้เหมาะกับเทรดเดอร์ที่มีประสบการณ์และยอมรับความเสี่ยงได้สูง เพราะเป็นการคาดการณ์รูปแบบก่อนยืนยัน
สัญญาณที่อาจใช้ประกอบ ได้แก่
- ยอดที่สองเกิดแท่งเทียนกลับตัวขาลง
- โมเมนตัมอ่อนลง
- ราคาเกิด Bearish Divergence
- ยอดที่สองไม่สามารถยืนเหนือแนวต้านเดิม
- อัตราส่วนผลตอบแทนต่อความเสี่ยงอยู่ในระดับน่าสนใจ
แม้จุดเข้าอาจได้เปรียบ แต่รูปแบบยังสามารถล้มเหลวได้ หากราคาทะลุยอดเดิมขึ้นไป ผู้ขายอาจต้องตัดขาดทุนอย่างรวดเร็ว
ใช้ RSI และ MACD ช่วยวิเคราะห์อย่างไร
RSI (Relative Strength Index) เป็นดัชนีวัดความแข็งแรงของการเคลื่อนไหวราคา ส่วน MACD (Moving Average Convergence Divergence) เป็นเครื่องมือวิเคราะห์โมเมนตัมและทิศทางแนวโน้ม เครื่องมือทั้งสองสามารถใช้ยืนยันว่ากำลังซื้อเริ่มอ่อนแรงหรือไม่
Bearish Divergence จาก RSI
Bearish Divergence เกิดเมื่อราคาทำยอดที่สองสูงกว่ายอดแรก แต่ RSI ทำจุดสูงสุดต่ำลง พฤติกรรมนี้แสดงว่าราคายังขึ้นต่อ แต่โมเมนตัมไม่ได้แข็งแรงตามราคา
เมื่อ Bearish Divergence เกิดร่วมกับ double top pattern คือ สถานการณ์ที่ควรระวังแรงขายมากขึ้น แต่ยังไม่ควรใช้ Divergence เป็นเหตุผลเปิดสถานะเพียงอย่างเดียว เพราะราคาสามารถขึ้นต่อได้อีกระยะก่อนกลับตัว
สัญญาณจาก MACD
เทรดเดอร์อาจพิจารณาการตัดลงของเส้น MACD ใต้เส้น Signal หรือดูว่า Histogram ลดลงระหว่างการสร้างยอดที่สองหรือไม่ หากโมเมนตัมขาขึ้นอ่อนตัวพร้อมกับราคาทดสอบแนวต้านเดิม สัญญาณกลับตัวจะมีความน่าสนใจมากขึ้น
Double Top ต่างจาก Double Bottom อย่างไร
Double Top และ Double Bottom เป็นรูปแบบกลับตัวที่มีโครงสร้างตรงข้ามกัน
| ประเด็น | Double Top | Double Bottom |
| แนวโน้มก่อนเกิด | ขาขึ้น | ขาลง |
| รูปร่าง | คล้ายตัว M | คล้ายตัว W |
| จุดสำคัญ | ยอดสองยอด | ฐานสองฐาน |
| สัญญาณยืนยัน | หลุด Neckline ลง | ทะลุ Neckline ขึ้น |
| มุมมองหลัก | มีโอกาสกลับเป็นขาลง | มีโอกาสกลับเป็นขาขึ้น |
| แนวทางเทรด | มองหาจังหวะขาย | มองหาจังหวะซื้อ |
สิ่งสำคัญคือทั้งสองรูปแบบต้องรอการยืนยันจาก Neckline เช่นเดียวกัน การเห็นยอดหรือฐานสองจุดโดยไม่มีการหลุดกรอบยังไม่ถือว่ารูปแบบสมบูรณ์
Double Top ต่างจากแนวต้านทั่วไปอย่างไร
แนวต้านทั่วไปคือบริเวณที่ราคาเคยเผชิญแรงขาย แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเกิดการกลับตัวเสมอไป ราคาสามารถทดสอบแนวต้านหลายครั้งก่อนทะลุผ่านได้
ในทางกลับกัน double top pattern คือ โครงสร้างที่ต้องมีแนวโน้มขาขึ้นก่อนหน้า มีการทดสอบยอดสองครั้ง มีจุดต่ำระหว่างยอด และมีการหลุด Neckline เพื่อยืนยันการเปลี่ยนโครงสร้าง
ดังนั้น ยอดสองยอดที่ยังไม่หลุด Neckline ควรถูกมองว่าเป็นรูปแบบที่กำลังก่อตัว ไม่ใช่สัญญาณขายที่สมบูรณ์
รูปแบบ Double Top ที่มีคุณภาพควรเป็นอย่างไร
รูปแบบที่มีโอกาสใช้งานได้ดีมักมีลักษณะดังต่อไปนี้
- เกิดหลังแนวโน้มขาขึ้นที่ชัดเจน
- ยอดทั้งสองอยู่ในโซนแนวต้านสำคัญ
- ยอดที่สองมีโมเมนตัมอ่อนกว่ายอดแรก
- มีแรงปฏิเสธราคาบริเวณยอดที่สอง
- Neckline เป็นแนวรับที่ตลาดให้ความสำคัญ
- ราคาหลุด Neckline ด้วยแรงขายชัดเจน
- มีพื้นที่ลงต่อก่อนถึงแนวรับสำคัญถัดไป
- อัตราส่วนผลตอบแทนต่อความเสี่ยงเหมาะสม
รูปแบบที่เกิดตรงแนวต้านจากกรอบเวลาขนาดใหญ่ เช่น แนวต้านรายวันหรือรายสัปดาห์ มักมีน้ำหนักมากกว่ารูปแบบที่เกิดกลางกรอบราคาโดยไม่มีระดับสำคัญรองรับ
การบริหารความเสี่ยงเมื่อเทรด Double Top

แม้รูปแบบจะดูสมบูรณ์เพียงใด ตลาดก็สามารถเคลื่อนไหวผิดจากที่คาดได้เสมอ การบริหารความเสี่ยงจึงสำคัญกว่าการพยายามหาสัญญาณที่แม่นยำทุกครั้ง
กำหนด Stop Loss ก่อนเปิดสถานะ
จุด Stop Loss ควรอยู่ในตำแหน่งที่บ่งชี้ว่าแนวคิดการเทรดไม่ถูกต้อง เช่น เหนือยอดที่สอง หรือเหนือโซน Retest ของ Neckline การวาง Stop Loss ใกล้เกินไปอาจถูกความผันผวนปกติของตลาดกระทบออกก่อนราคาเคลื่อนไหวตามแผน
จำกัดความเสี่ยงต่อครั้ง
เทรดเดอร์จำนวนมากเลือกจำกัดความเสี่ยงต่อการเทรดหนึ่งครั้งเป็นสัดส่วนเล็กของเงินทุน เช่น 1% หรือ 2% หากมีเงินทุน 100,000 บาท และกำหนดความเสี่ยง 1% การขาดทุนสูงสุดต่อแผนจะอยู่ที่ 1,000 บาท
ขนาดสถานะควรคำนวณจากระยะห่างระหว่างจุดเข้าและ Stop Loss ไม่ควรเปิดขนาดสถานะเท่าเดิมทุกครั้งโดยไม่สนใจความผันผวน
ตรวจสอบ Risk-to-Reward Ratio
Risk-to-Reward Ratio หรืออัตราส่วนผลตอบแทนต่อความเสี่ยง ช่วยประเมินว่าโอกาสทำกำไรคุ้มกับความเสี่ยงหรือไม่
ตัวอย่างเช่น
- ความเสี่ยงจากจุดเข้าถึง Stop Loss เท่ากับ 5 บาท
- เป้าหมายกำไรห่างจากจุดเข้า 10 บาท
- อัตราส่วนผลตอบแทนต่อความเสี่ยงเท่ากับ 2 ต่อ 1
แม้ double top pattern คือ รูปแบบที่ได้รับความนิยม แต่ไม่ควรเปิดสถานะหากพื้นที่ทำกำไรเหลือน้อยกว่าความเสี่ยง หรือมีแนวรับสำคัญขวางอยู่ใกล้จุดเข้า
ข้อจำกัดและสัญญาณหลอกที่ต้องระวัง
ราคาทะลุ Neckline แล้วกลับขึ้นทันที
ตลาดอาจหลุด Neckline เพียงชั่วคราวเพื่อกระตุ้นคำสั่ง Stop Loss ก่อนกลับขึ้นไป การรอให้แท่งเทียนปิดต่ำกว่าแนวรับ หรือรอการ Retest สามารถช่วยลดความเสี่ยงจากสัญญาณหลอกได้บางส่วน
ยอดที่สองกลายเป็นการพักตัวก่อนขึ้นต่อ
หากแรงซื้อยังแข็งแรง ราคาสามารถทะลุยอดเดิมและเดินหน้าต่อได้ โดยเฉพาะเมื่อภาพรวมตลาดเป็นขาขึ้นรุนแรงหรือมีปัจจัยพื้นฐานสนับสนุน
รูปแบบในกรอบเวลาสั้นมีสัญญาณรบกวนสูง
กราฟ 1 นาทีหรือ 5 นาทีสามารถสร้างรูปแบบคล้าย Double Top ได้บ่อย แต่หลายครั้งเป็นเพียงความผันผวนระยะสั้น การตรวจสอบแนวโน้มจากกรอบเวลาที่ใหญ่กว่าจะช่วยลดการตีความผิด
เป้าหมายจากสูตรอาจไม่ถึง
เป้าหมายราคาจากความสูงของรูปแบบเป็นเพียงกรอบอ้างอิง ราคาอาจหยุดลงที่แนวรับก่อนหน้า หรือกลับตัวจากเหตุการณ์ข่าวสำคัญ เทรดเดอร์สามารถทยอยปิดกำไรบางส่วนแทนการรอเป้าหมายเดียวทั้งหมด
การใช้เครื่องมือมากเกินไป
การใส่อินดิเคเตอร์จำนวนมากไม่ได้ทำให้การวิเคราะห์แม่นยำขึ้นเสมอไป หากเครื่องมือหลายตัววัดข้อมูลประเภทเดียวกัน เทรดเดอร์อาจเข้าใจผิดว่ามีสัญญาณยืนยันหลายชุด ทั้งที่จริงเป็นข้อมูลซ้ำกัน
สรุป Double Top Pattern เหมาะกับใคร
รูปแบบนี้เหมาะกับเทรดเดอร์ที่ต้องการวิเคราะห์จังหวะกลับตัวจากขาขึ้นเป็นขาลง โดยสามารถประยุกต์ใช้กับหุ้น ดัชนี สินค้าโภคภัณฑ์ สกุลเงินดิจิทัล และตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ หรือ Forex (Foreign Exchange)
ผู้เริ่มต้นควรให้ความสำคัญกับการรอให้ราคาหลุด Neckline มากกว่าการพยายามจับยอด ส่วนผู้มีประสบการณ์อาจใช้ Price Action โมเมนตัม และโครงสร้างหลายกรอบเวลาประกอบเพื่อหาจุดเข้าที่ได้เปรียบขึ้น
ท้ายที่สุด double top pattern คือ สัญญาณความเป็นไปได้ ไม่ใช่เครื่องมือทำนายอนาคตแบบแน่นอน ผลลัพธ์ของแต่ละรูปแบบขึ้นอยู่กับบริบทของตลาด สภาพคล่อง ความผันผวน และวินัยในการควบคุมความเสี่ยง การมีแผนรับมือทั้งกรณีที่วิเคราะห์ถูกและผิดจึงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้
สำหรับใครที่สนใจเรื่องการลงทุนและอยากจะเริ่มลงทุน เทรด Forex สามารถเปิดบัญชีผ่าน GOC Prime ทางหน้าเว็บไซต์ได้เลย เพราะเรามีบริการด้านการเทรดที่ครบวงจร ด้วยจุดเด่นอย่างไม่มีค่า Swap เลเวอเรจ ที่ปรับได้ตามสไตล์การเทรดของแต่ละท่าน ค่าธรรมเนียมที่เป็นมิตรต่อทุกฝ่าย และการดูแลด้วยทีมงานคนไทยตลอด 24 ชั่วโมง จึงเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ตอบโจทย์ทั้งมือใหม่และเทรดเดอร์ที่มีประสบการณ์ ให้คุณโฟกัสกับการวางกลยุทธ์ได้อย่างเต็มที่ในทุกจังหวะของตลาด
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Double Top Pattern

1. Double Top ต้องมียอดเท่ากันพอดีหรือไม่
ไม่จำเป็น ยอดทั้งสองสามารถต่างกันเล็กน้อยได้ สิ่งสำคัญคืออยู่ในโซนแนวต้านใกล้เคียงกันและมีแรงปฏิเสธราคาชัดเจน
2. ควรเปิดสถานะขายทันทีเมื่อเห็นยอดที่สองหรือไม่
ไม่ควรรีบเปิดโดยไม่มีสัญญาณประกอบ วิธีที่ปลอดภัยกว่าคือรอให้ราคาหลุด Neckline หรือรอการกลับมาทดสอบ Neckline หลังการหลุด
3. Double Top ใช้กับกรอบเวลาใดได้บ้าง
ใช้ได้กับทุกกรอบเวลา แต่กรอบเวลาที่ใหญ่กว่า เช่น 4 ชั่วโมง รายวัน หรือรายสัปดาห์ มักมีสัญญาณรบกวนน้อยกว่า
4. หากราคาหลุด Neckline แล้วควรวาง Stop Loss ตรงไหน
สามารถวางเหนือ Neckline หลังการ Retest หรือเหนือยอดที่สอง ขึ้นอยู่กับกลยุทธ์และระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้
5. Double Top มีโอกาสผิดพลาดหรือไม่
มีโอกาสผิดพลาดเสมอ ราคาอาจหลุด Neckline แล้วกลับขึ้น หรือทะลุยอดเดิมเพื่อเดินหน้าต่อ จึงต้องกำหนด Stop Loss และขนาดสถานะทุกครั้ง



